SPU ชี้ Cold Chain ดาวรุ่งอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย แนะสร้าง “คน” หนุนศักยภาพพร้อมบุกตลาดโลก

SPU ชี้ Cold Chain ดาวรุ่งอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย แนะสร้าง "คน" หนุนศักยภาพพร้อมบุกตลาดโลก

วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรม Cold Chain Logistics หรือการจัดการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิ กำลังกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุคในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนทั่วโลก ด้วยมูลค่าตลาดที่คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 1,122 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้นต่อปี (CAGR) สูงถึง 14.2% (ข้อมูลจาก market.us)

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาด Cold Chain ได้แก่ ความต้องการสินค้าเน่าเสียง่าย อาหารแปรรูป และเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยมีศักยภาพ แต่ต้องข้ามอุปสรรค

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งในปี 2565 มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และมีนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็น “Trading Nation” และเพิ่มอันดับ Logistics Performance Index (LPI) ของประเทศจากอันดับที่ 34 ของโลกในปี 2023 สู่ อันดับ 25 ภายในปี 2027

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม ได้แก่

  • ต้นทุนการดำเนินงานที่สูง: การลงทุนในระบบ Cold Chain เช่น คลังสินค้าเย็นและยานพาหนะควบคุมอุณหภูมิ ยังมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ SMEs
  • การสูญเสียสินค้าในซัพพลายเชน: ประเทศไทยยังมีการสูญเสียอาหารหลังการเก็บเกี่ยวสูงกว่า 30% โดยเฉพาะผลไม้และผักที่มีอัตราการสูญเสียสูงถึง 20-50%
  • การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง: ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cold Chain Logistics ยังคงมีจำกัด ทำให้การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ไม่ได้เต็มศักยภาพ
  • การปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวด: ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน GDP (Good Distribution Practice) และ GSP (Good Storage Practice)

SPU ชี้ “คน” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนา Cold Chain

ผศ.ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้าน Cold Chain Logistics เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย

ปัจจุบัน อาชีพนักจัดการโลจิสติกส์สำหรับสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน

วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน SPU ได้พัฒนาหลักสูตรดิจิทัลซัพพลายเชนและ AI ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลจิสติกส์ปี 2025 โดยเน้นการเรียนรู้เทคโนโลยี AI และ IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดการสูญเสียในระบบ Cold Chain การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดการโซ่อุปทานอัจฉริยะ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรระยะสั้น (Non-Degree) เช่น การจัดการโซ่อุปทานดิจิทัล (Digital Supply Chain Management) และการจัดการโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain Management) เพื่อครอบคลุมการสร้าง “คน” รุ่นใหม่และเพิ่มความรู้ให้กับ “คน” ที่อยู่ในอุตสาหกรรมให้มีความรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง

สร้าง “คน” ลดต้นทุนแสนล้าน ยกระดับเศรษฐกิจไทย

ผศ.ดร.ธรินี กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาความพร้อมด้านบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานได้สำเร็จ จะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 1% คิดเป็นมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งเพิ่มความน่าเชื่อถือในตลาดโลกด้วยมาตรฐานสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าถึงตลาดโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำลง สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ยั่งยืน

Cold Chain Logistics ไม่ได้เป็นเพียงดาวรุ่งของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืน

รมว. อุตสาหกรรม นำทีมบุก CPRAM สุราษฎร์ธานี ชูธงไทยฮับอาหารโลก

Scroll to Top