แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) เผยแผนธุรกิจปี 2568 ตั้งเป้าหมายยอดขาย 23,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 20,000 ล้านบาท เดินหน้าเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับกลาง-บน 4 โครงการ มูลค่ารวม 11,180 ล้านบาท พร้อมชูรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าแตะ 9,240 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2568 โดยตั้งเป้าหมายยอดขาย (Bookings) ไว้ที่ 23,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 20,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับกลาง-บน เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า โดยตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 9,240 ล้านบาท
วัชริน กสิณฤกษ์ กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ โครงการบ้านจัดสรร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2567 ว่า ตลาดยังคงอ่อนตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดบ้านแนวราบ ซึ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 22% ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมทรงตัว อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงมีการแข่งขันสูง เนื่องจากอุปทานมีจำนวนมากกว่าอุปสงค์
สำหรับปี 2568 คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ผลการดำเนินงานปี 2567
ในปี 2567 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มียอดขายจากสินค้าบ้านแนวราบคิดเป็นสัดส่วน 80% ของยอดขายรวม โดยกว่าครึ่งมาจากบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัวบ้านเดี่ยวแบรนด์ใหม่ “vie” ภายใต้คอนเซปต์ The Limitless Life ซึ่งเน้นการออกแบบที่ทันสมัย และพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง โดยเปิดตัวโครงการไปแล้วใน 3 ทำเล ได้แก่ ราชพฤกษ์ตัดใหม่ ทางด่วนรามอินทรา-วงแหวน และปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 5
ตลอดปี 2567 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด 12 โครงการ มูลค่ารวม 30,850 ล้านบาท โดยเป็นโครงการบ้านแนวราบทั้งหมด และมีการลงทุนซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 4,300 ล้านบาท
แผนการดำเนินงานปี 2568
ในปี 2568 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 4 โครงการ มูลค่ารวม 11,180 ล้านบาท โดยเน้นโครงการบ้านเดี่ยวระดับกลาง-บน แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3 โครงการ และภูเก็ต 1 โครงการ โดยจะเป็นโครงการภายใต้แบรนด์ Siwalee ซึ่งมีระดับราคา 8-15 ล้านบาท และแบรนด์ Nantawan และ VIVE ซึ่งมีระดับราคา 30-80 ล้านบาท
เมื่อรวมกับโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะมีโครงการที่ดำเนินการในปี 2568 ทั้งหมด 75 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 93,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการบ้านแนวราบ 69 โครงการ และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ โดยราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 10.5 ล้านบาท
โชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ โครงการอาคารชุด กล่าวว่า ในปี 2567 ตลาดคอนโดมิเนียมมีการโอนกรรมสิทธิ์ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการเปิดตัวโครงการ เพื่อรอดูสถานการณ์กำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อในปีนี้มีจำนวนมากกว่ายูนิตที่เปิดขายใหม่ ส่งผลให้จำนวนยูนิตเหลือขายลดลง
สำหรับปี 2568 คาดว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับปัจจัยบวกจากจำนวนยูนิตเหลือขายที่ลดลง และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยกดดันจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า
ในปี 2567 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มียอดขายจากสินค้าคอนโดมิเนียมกว่า 3,400 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากโครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” ซึ่งเป็นโครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยปัจจุบันมียอดขายรวมประมาณ 7,700 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงปลายปี 2569
ณ สิ้นปี 2567 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีคอนโดมิเนียมในมือพร้อมขายทั้งหมด 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 13,500 ล้านบาท โดยในปี 2568 บริษัทฯ จะเน้นการขายคอนโดมิเนียมจากโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบัน
อาชวิณ อัศวโภคิน รองกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน กล่าวว่า แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินงาน
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ปัจจุบัน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีโครงการที่พัฒนาและบริหารงานเองทั้งหมด 18 โครงการ ประกอบด้วย โรงแรม Grande Centre Point 7 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 3 แห่ง รวมถึงอพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 5 แห่ง
ในปี 2567 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่ามีรายได้เติบโตประมาณ 16% โดยมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรม Grande Centre Point Surawong และการเข้าซื้อโรงแรม Residence Inn Manhattan Beach ในสหรัฐอเมริกา
ในปี 2568 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีแผนลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมงบประมาณไว้ 4,500 ล้านบาท และมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ Grande Centre Point Lumphini ซึ่งเป็นอาคาร Mixed Use ในเดือนเมษายนนี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนปรับพอร์ตการลงทุนในสหรัฐอเมริกา โดยลดสัดส่วนการลงทุนในอพาร์ตเมนต์ และหันมาเน้นธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีแผนออกหุ้นกู้มูลค่า 12,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด และคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 1.0 เท่า
–SiteMinder ครองแชมป์ HotelTechAwards ปี 2568 ตอกย้ำผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโรงแรม